ศิลปะบนนาข้าว หรือ Tanbo Art (田んぼアート) ที่ญี่ปุ่น มีมานานมากกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งที่หมู่บ้าน อินะคะดะเทะ (Inakadate / 田舎館村) นั้น ก็เป็นหมู่บ้านแรก ที่ริเริ่มการสร้างสรรค์ศิลปะนี้ โดยแนวคิดที่ทำขึ้น ก็เนื่องจากราวปี ค.ศ. 1993 นั้น เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย ญี่ปุ่นเองก็ได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อยเลย (บ้านเราเองก็ใช่ย่อยนะครับ) ไม่ว่าจะทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการส่งออก นำเข้า ราคาสินค้าเกษตรกรรมที่ตกต่ำย่ำแย่ รวมไปถึง ราคาของข้าวที่ตกต่ำลงด้วยเช่นกัน
ชาวนาในหมู่บ้านอินะคะดะเตะ ก็ไม่ยอมท้อถอย ไม่ยอมนิ่งเฉย แต่กลับมาร่วมด้วยช่วยกันหาทางต่อยอด จากสิ่งที่มีเดิม สร้างจุดขายใหม่ เพื่อช่วยสร้างชีวิตชีวา และสีสันของชุมชน โดยในช่วงระหว่างรอข้าวสุก ซึ่งเป็นเวลากว่า 4 เดือน น่าจะมีอะไรที่สร้างสีสันขึ้นมาได้บ้าง จึงเกิดเป็นศิลปะบนนาข้าว ประกอบกับ นักโบราณคดีพบว่า พื้นที่แถบนี้ ปลูกข้าวกันมานานกว่า 2000 ปีแล้วด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จาก << เว็บไซต์ของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น >>
ก็ขอข้ามรายละเอียดด้านประวัติความเป็นมาไปเลยนะครับ แล้วไปชมกันเลยดีกว่า ว่า ปีนี้ ปี 2019 เขาจัดปลูกข้าวสลับสีให้เกิดเป็นศิลปะรูปอะไรบ้าง โดยผมจะพาไป 2 แห่ง 2 จังหวัด ในภูมิภาคโทโฮคุ ที่มีชื่อเสียงในด้านนี้ ทั้งที่ จ.อะโอะโมะริ และ จ.อะคิตะ ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งสาวงาม ข้าวอร่อย และสุนัขอะคิตะที่น่ารัก!
เริ่มจาก ที่แรก ก็ต้องให้เกียรติ เริ่มกันที่จุดเริ่มต้นของศิลปะบนนาข้าว คือ …
หมู่บ้าน Inakadate ในเมืองฮิโรซะคิ (Hirosaki / 弘前 ) จังหวัดอะโอะโมะริ (Aomori / 青森県 )
มีจุดชม 2 แห่งนะครับ โดยมีรถรับส่งฟรีระหว่างแปลงนาที่ 1 กับ 2
แปลงนาที่ 1 ในปีนี้ จัดแสดงในธีมของ “โอชิน” เชื่อว่า หลายๆคนน่าจะรู้จักหรือเคยชมภาพยนต์ที่สร้างจากชีวิตจริงของสาวน้อยโอชิน คนนี้แน่นอน



แปลงนาที่ 2 จัดแสดงในธีมของ Garapikobu ตัวการ์ตูนน่ารักๆ ฉลองครบรอบ 60 ปี ที่ฉายทางช่อง NHK

แน่นอนครับ ทั้ง 2 แปลงนานี้ ต้องขึ้นชมจากด้านบนหอคอย จึงจะได้เห็นภาพนี้ มิฉะนั้น จะดูไม่ออกเลย ว่าเป็นรูปอะไร โดยที่ ค่าขึ้นชม (บังคับจ่าย) ขึ้นลิฟท์ คนละ 300 เยน ส่วนขาลง ให้เดินลงครับ แต่ถ้าเดินลงไม่ไหว จะลงลิฟท์ ที่แปลง 1 ต้องจ่ายอีก 200 เยน ส่วนแปลง 2 ต้องเดินลงอย่างเดียว (ยกเว้นผู้ที่นั่งรถเข็น)





นอกจากนี้ ที่แปลงที่ 2 ก็ยังมี ศิลปะจากก้อนหิน โดยจัดวางก้อนหินสีต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปภาพอีกด้วย



นอกจากนี้ ที่แปลงนาที่ 2 ในช่วงฤดูหนาว ที่ไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้ ก็ยังจัดทำเป็นศิลปะบนนาข้าว(หิมะ) อีกด้วย เดี๋ยวถ้ามีโอกาสจะแวะมาเก็บภาพอีกทีครับ ดูจากในวิดิโอของเมืองแล้ว น่าสนใจมากๆ
การเดินทาง จากสถานี Hirosaki นั่งรถไฟสาย Konan (ไม่สามารถใช้บัตร JR Pass ใดๆ ได้ เพราะต่างบริษัทผู้ให้บริการ) ไปยังสถานี Inakadate หรือ Tanbo Art ค่าบริการ 430 เยน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที
ช่วงเวลาที่เหมาะสม กับการชมของที่นี่ คือ ตั้งแต่ กลางถึงปลาย 7 ถึงต้นเดือน 9 ครับ
เอ้า ไปต่อกัน ที่เมืองต่อไปครับ …
จ.อะคิตะ (秋田県) แหล่งข้าวอร่อย สาวงาม และสุนัขอะคิตะ
ที่จังหวัดนี้ มีแปลงนาที่จัดทำศิลปะบนนาข้าว ถึง 5 จุด แต่ละแปลงเป็นแปลงเล็กๆ และการชม จะอาศัยการนั่งชมบนรถไฟ ของผู้ให้บริการ Akitanai Rikujukan ระหว่างสถานี Takanosu(鷹ノ巣駅)และ สถานี Kakunodate(角館駅) โดยรถไฟจะหยุดให้ชมแต่ละจุด ราวๆ 1-2 นาที เพื่อให้ได้ถ่ายรูปชม แต่ไม่สามารถลงไปได้นะครับ เพราะอยู่ระหว่างสถานี และไม่แนะนำให้ลงไป เพราะมีรอบรถไฟ 1-2 ชั่วโมง ถึงจะมาขบวนหนึ่ง ถ้าลงแล้ว คือต้องเสียเวลาอีกยาวเลย
วิธีการชม เลือกได้ 2 เส้นทางครับ จาก คะคุโนะดะเตะ หรือ เริ่มจาก ทะคะโนะสุ ก็ได้ โดยทั้ง 2 สถานีนี้ รถไฟเจอาร์เข้าถึงได้ทั้ง 2 ทาง แต่ นั่งชม ต้องจ่ายค่าเดินทางต่างหาก เพราะเป็นบริษัทผู้ให้บริการต่างเจ้ากัน ใช้ JR Pass ไม่ได้

จากรูปนะครับ ช่องสีแดง คือ รถด่วน จะมีให้บริการแค่วันละรอบ ไม่งั้น คือนั่งรถไฟหวานเย็น ใช้เวลาเดินทางกัน 2 ชั่วโมงครึ่ง นั่งกันเมื่อยก้นเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องห่วง บนรถไฟแม้จะเป็นรถไฟเล็ก โบกี้เดียว แต่มีห้องน้ำ และ จำหน่ายขนม เครื่องดื่ม บนรถไฟด้วย
ผมตั้งหลักจาก คะคุโนะดะเตะ โดยค่าโดยสารเที่ยวเดียว 1,670 เยน และ ผมนั่งรถรอบ 11:05 น. ซึ่งเป็นรถด่วน จึงต้องเสียค่าบริการรถด่วนอีก 320 เยน รวมเป็น 1990 เยน (ขนาดรถด่วน ยัง 2 ชั่วโมงเลยคร้าบบบบบบบบบบ)


ส่วนภายในรถไฟ สำหรับใครที่ชื่นชอบน้องหมา โดยเฉพาะ สุนัขอะคิตะ ที่น่ารัก ก็จะได้เพลิดเพลินกับรูปถ่ายน่ารักๆ ของเจ้าสุนัขอะคิตะ ทุกจุดบนรถไฟ

เอาละครับ ออกเดินทางกันได้ สำหรับปีนี้ มาในธีม เที่ยวกับสุนัขอะคิตะ (秋田犬と旅)






เมื่อรถไฟจะถึงจุดชม ก็จะชลอความเร็ว แล้ว ไกด์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริการของรถไฟขบวนนี้ ก็จะบรรยาย และให้เตรียมตัวครับ ต้องถึงจุดจริงๆ ถึงจะมองออก ว่าเป็นรูปอะไร
ไม่งั้น ก็จะ …


แน่นอนครับ นั่งรถไฟถึง 2 ชั่วโมง และมีจุดชมศิลปะบนนาข้าว 5 จุด แต่ละจุดไม่ถึง 2 นาที อาจจะทำให้การเดินทางน่าเบื่อ ระหว่างทาง ไกด์นำเที่ยวของรถไฟ ก็แนะนำให้ชมธรรมชาติ รายทางอันสวยงาม ทั้งท้องทุ่งเขียวขจี ธารน้ำใส ต่างๆ


รวมถึง หุ่นไล่กาหลากแบบ ที่ รถไฟจอดแวะให้ชมกันอีกด้วย

ช่วงเวลาที่เหมาะสม กับการชมของที่นี่ คือ ตั้งแต่ ต้นเดือน 7 ถึงต้นเดือน 9 ครับ
ช่่วงฤดูร้อน (ราวปลายเดือน 6 ถึงต้นเดือน 9) เป็นช่วงฤดูการเพาะปลูกข้าวของที่ญี่ปุ่น ก่อนจะเริ่มเก็บเกี่ยวในราวเดือน 10 ซึ่งหากมาเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะมาเที่ยวชมงานเทศกาลฤดูร้อน ของภูมิภาคโทโฮคุ ทั้งงานแห่เกี้ยวนักรบ Nebuta Matsuri ที่ Aomori งานแห่โชว์ความสามารถแบกโคมไฟไม้ไผ่ ด้วยส่วนต่างๆของร่างกาย Kanto Matsuri ที่ Akita หรือ ขบวนพาเหรดกลองไทโกะที่มีจำนวนกลองมากที่สุดในโลก Sansa Odori ที่ Iwate รวมไปถึงงานต่างๆ อีกยิบย่อย ในภูมิภาคนี้ ช่วงต้นเดือน 8 ซึ่งงานต่างๆ นั้น จัดแสดงในช่วงเย็นๆ ตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ตกเป็นต้นไป ระหว่างกลางวัน มีเวลาว่างๆ ก็อยากแนะนำให้เข้าชมท้องทุ่งกันครับ ส่วนงานเทศกาลฤดูร้อนของโทโฮคุ เดี๋ยวผมมาเขียนให้อ่าน พร้อมภาพ และ คลิป ให้ชมกันต่อในบทความต่อๆ ไปครับ
